บทที่ 8 บท 6

“อ—เอ่อ ขอโทษที่เราย้ายมานั่งข้างนายกะทันหันแบบนี้นะ ว่าแต่นายรู้สึกอึดอัดหรือเปล่า อยากให้เราย้ายไปนั่งที่อื่นไหม?” 

หลังชิลินหอบข้าวของพะรุงพะรังเพื่อเดินมาทิ้งตัวนั่งข้าง ๆ เจ้าสมุทรแล้ว พอเขาเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วกำลังทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกมากเพียงใด ชิลินก็รีบถามอีกฝ่ายทันที เผื่อว่าเจ้าสมุทรจะรู้สึกอึดอัดกับเขา ต่อให้ชิลินจะไม่ได้มีเจตนาที่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกแบบนั้นเลยก็ตาม

“นายนั่งไปเถอะ แต่เราก็แค่ตกใจน่ะที่จู่ ๆ นายที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เปลี่ยนใจมานั่งตรงนี้แทน” เจ้าสมุทรบอกกลับมา โดยระหว่างที่อีกฝ่ายพูด สีหน้าท่าทางของเจ้าสมุทรก็บอกชิลินได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าตัวตกใจเหมือนอย่างที่ปากพูดจริง ๆ

“พอดีตรงนั้นเหมือนแอร์จะเสียน่ะ เห็นตรงนี้แอร์น่าจะถึง เราก็เลยย้ายมานั่งตรงนี้ดีกว่า” พูดจบ ชิลินก็ระบายยิ้มแห้ง ๆ ให้เจ้าสมุทรไปหนึ่งที เมื่อเขาไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าตัวเองจะมานั่งตรงนี้ข้าง ๆ อีกฝ่าย แต่ที่เขามาที่นี่ก็เพราะว่าเขาต้องการควบคุมเฉาก๊วยนมสดที่กำลังสนุกสนานกับการหยอกเอินกับเจ้าสมุทรต่างหาก

ต่อให้ตัวของเจ้าสมุทรจะมองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม และก็มีแค่ชิลินเท่านั้นที่มองเห็นการมีอยู่ของแก๊งกุมารทั้งสองตัว

“พ่อจ๋าหล่อจิง ๆ เลยน้าเนี่ย”

“แม่จ๋าตาถึงสุด ๆ!”

“หุบปากสักที” เพราะได้ยินเสียงเฉาก๊วยนมสดกำลังพูดถึงเจ้าสมุทรอย่างสนุกสนาน ชิลินที่ไม่อยากให้แก๊งกุมารมายุ่งวุ่นวายกับเจ้าสมุทรเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงเอ่ยออกมาแบบนั้นด้วยน้ำเสียงรำคาญ ซึ่งเสียงพูดของเขาเมื่อครู่นี้ก็ทำให้เจ้าสมุทรหันหน้ามามองกันแทบจะทันที

“หมายถึงเราเหรอ” เจ้าสมุทรถามชิลินพร้อมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“ป—เปล่า” ชิลินส่ายหน้าพรืดด้วยอารมณ์ตกใจ ก่อนที่เขาจะละล่ำละลักอธิบายต่อ ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะถูกเจ้าสมุทรเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นคนหยาบคายได้

“เราหมายถึงตัวเราน่ะ” แทนที่ชิลินจะกล่าวโทษนักศึกษาคนอื่นที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ชิลินก็เลือกที่จะกล่าวโทษตัวเองพร้อมพูดเพิ่มเติม 

“เราคิดว่าตัวเราเองควรจะหุบปาก ไม่ชวนนายคุยแล้วก็ตั้งใจฟังอาจารย์สั่งงานได้แล้ว” พูดจบ ชิลินก็พยักพเยิดหน้าไปทางอาจารย์ข้างหน้าห้องที่กำลังจะเริ่มสั่งงานนักศึกษาต่อแล้ว หลังก่อนหน้านี้ดันมีสายด่วนโทรเข้ามาหาคนสอนพอดี

“โอเค เดี๋ยวเรามาเริ่มสั่งงานกันต่อนะครับ ผมอยากให้พวกคุณจับคู่กันทำงานส่งแทนการสอบไฟนอลวิชาผม ผมอยากให้พวกคุณทำรายงานและมาสรุปให้เพื่อนฟังตามหัวข้อที่พวกคุณได้รับไป…” 

เมื่อเดินกลับเข้ามาข้างใน อาจารย์ก็เริ่มกล่าวถึงงานที่ต้องการให้นักศึกษาทำเสียงจริงจัง ขณะที่ชิลินก็รีบจดรายละเอียดเหล่านั้นอย่างตั้งใจ โดยที่มีเจ้าสมุทรคอยหันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“นายมีอะไรหรือเปล่า” เพราะเห็นอีกฝ่ายจ้องมองหน้ากันทั้งคิ้วขมวด ชิลินที่สัมผัสได้ถึงสายตาเหล่านั้นมาโดยตลอดจึงกลั้นใจหันหน้าไปถามอีกฝ่ายเสียงแผ่ว ขณะที่หูของเขาก็คอยฟังเสียงสั่งงานจากอาจารย์ไปด้วย

“นายได้ยินเสียงแปลก ๆ เหมือนเราหรือเปล่า” เจ้าสมุทรถามกันเสียงจริงจัง

“เสียงอะไรเหรอ” ชิลินถามกลับไปพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เมื่อตอนนี้เฉาก๊วยนมสดไม่ได้ปรากฏตัวให้เขาเห็นแล้ว

“เสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊ง ๆ” เจ้าสมุทรไม่พูดเปล่า แต่เจ้าตัวยังมีการหันซ้ายหันขวาเหมือนต้องการมองหาต้นตอเสียงที่ว่าด้วย ซึ่งการกระทำเหล่านั้นของอีกฝ่ายก็ทำให้ชิลินต้องเบิกตากว้างด้วยอารมณ์ตกใจ เมื่อเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำยังไงในสถานการณ์แบบนี้

“นายน่าจะหูแว่วไปเองหรือเปล่า เพราะว่าเราไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนะ” ชิลินทำทีพูดเสียงซื่อ นาทีเดียวกันเขาก็รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ กำลังผุดขึ้นอยู่ตามกรอบหน้าเขา หลังชิลินกลัวว่าเจ้าสมุทรจะล่วงรู้ความจริงว่าตอนนี้มันกำลังมีกุมารทองมาป้วนเปี้ยนอยู่รอบ ๆ ตัวของอีกฝ่าย

“พ่อจ๋า” จู่ ๆ เจ้าสมุทรก็พูดคำนี้ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“…”

“เราได้ยินคำนี้ดังที่ข้างหูตัวเอง” อีกฝ่ายพูดเสียงจริงจัง

“อ้าว! นักศึกษาตรงนั้นน่ะ พวกคุณจะไม่เอาหัวข้องานใช่ไหม ทำไมถึงยังไม่ส่งตัวแทนมาจับฉลากอีก” ทันใดนั้นเสียงของอาจารย์ก็ดังขึ้นอย่างได้จังหวะ นั่นจึงทำให้ทั้งชิลินและเจ้าสมุทรต้องเทความสนใจไปยังข้างหน้าห้องเสียก่อน

“สงสัยเราคงต้องทำงานไฟนอลคู่กันแล้วล่ะ” เจ้าสมุทรที่ลงเรียนวิชานี้คนเดียวเหมือนอย่างชิลินบอกเขา ก่อนที่นาทีต่อมาเจ้าตัวจะเป็นตัวแทนลุกไปจับฉลากหัวข้อไฟนอลที่ข้างหน้าห้องเรียน ขณะที่ตัวของชิลินก็ได้แต่ยกมือขึ้นมาทึ้งเส้นผมของตัวเองเบา ๆ เมื่อเขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะใส่ใจเรื่องไหนก่อนดี ระหว่างความแสบสันของเฉาก๊วยนมสดกับงานไฟนอลที่เขาต้องทำคู่กับเจ้าสมุทร

ตอนบ่ายของวันหลังจากที่การเรียนวิชารวมผ่านพ้นไปและเจ้าสมุทรก็เป็นคนขับรถมาส่งเขาไว้ที่หอพัก เนื่องจากเจ้าตัวมีรถส่วนตัวและเห็นว่าชิลินต้องนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างกลับมาที่นี่ ทันทีที่ชิลินเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้ว เขาก็ไม่ลังเลที่จะทิ้งร่างตัวเองลงบนเตียงอย่างคนสิ้นสภาพ 

“แม่จ๋าต้องเร่งมือจีบพ่อจ๋านะ หล่อขนาดนี้อย่าป่อยหั่ยหลุดมือเด็ดขาด!” และทันใดนั้นเสียงของเฉาก๊วยที่ตามกลับมาด้วยกันก็ดังขึ้นที่ข้างใบหูของเขา

“ถ้าเร่งมือจีบ ว่าที่พ่อจ๋าของพวกเลาอาจจะรู้สึกอึดอัดก้อได้นะ เลาต้องค่อยเป็นค่อยไปซี่” นมสดโต้แย้งพี่ชายตัวเองทันควัน เมื่อมันเป็นอีกครั้งที่ความคิดของทั้งคู่ขัดแย้งกัน

“มันจาค่อยเปนค่อยไปได้ยังไงกัน นายดูหน้าพ่อจ๋าบ้างสิ หล่อขนาดนั้นทำไมแม่จ๋าจะต้องชักช้าด้วย”

“ย—หยุดเดี๋ยวนี้นะ หยุดทันทีเลย ห้ามทะเลาะกันเด็ดขาด!” เพราะดูท่าแล้วในอีกไม่ช้านี้คงจะมีมวยระหว่างเด็กเล็กทั้งสองตัวโดยที่มีเตียงนอนของชิลินเป็นสังเวียนให้กับทั้งคู่เป็นแน่ มนุษย์เพียงคนเดียวในห้องนอนจึงรีบพูดห้ามทัพทันที

“แล้วแม่จ๋าเชื่อคัย!” เฉาก๊วยถามชิลิน

“แม่จ๋าเชื่อหนูช่ายป่าว แม่จ๋าต้องเชื่อหนูนะแม่” เสียงของนมสดดังตามมาติด ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ชิลินต้องพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง

“ไม่เชื่อใครทั้งนั้นแหละ เพราะเขามีแฟนแล้ว พวกนายจะให้ฉันไปจีบคนมีแฟนได้ยังไง” ชิลินที่ยังคงนอนคว่ำหน้าฝังไปกับเตียงอยู่แบบนั้นบอกแก๊งกุมารเสียงแผ่ว หลังภาพวันก่อนตอนที่ชิลินบังเอิญเจอเจ้าสมุทรที่ตลาดนัดยามเย็นละแวกหอพักของเขาได้ผุดขึ้นมาในความคิดพอดี

ผู้หญิงคนนั้นหากเธอไม่เป็นแฟนของเจ้าสมุทรก็คงจะเป็นคนที่กำลังคุยกับอีกฝ่ายอยู่แน่ ๆ เนื่องจากเธอคนนั้นไม่ได้เรียนอยู่คณะเดียวกันกับพวกเขา

 “โอ๊ะโอม่ายน้า! ว่าที่พ่อจ๋าของพวกเลามีแฟนแล้วจิง ๆ หยอ” นมสดที่ได้ยินแบบนั้นถามชิลินพร้อมส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ คล้ายกับว่านี่ก็เป็นฝันร้ายของเจ้าตัวเล็กเช่นกัน

“ก็ใช่น่ะสิ ของแบบนี้ฉันจะโกหกพวกนายไปทำไมล่ะ” พูดจบ ชิลินก็พลิกตัวกลับมานอนหงายอีกครั้ง เมื่อเขาเริ่มรู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาบ้างแล้ว

โดยหลังจากที่ชิลินรู้สึกว่าเขาพอจะกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง สิ่งแรกที่เขาทำก็ไม่ใช่การพูดเรื่องราวที่เกี่ยวกับเจ้าสมุทรให้แก๊งกุมารฟังแต่อย่างใด แต่ชิลินกลับเลือกที่จะบ่นเฉาก๊วยนมสดเรื่องวีรกรรมของทั้งคู่ในวันนี้ต่างหาก เมื่อเขารู้สึกว่าวันนี้ทั้งสองค่อนข้างดื้อเป็นพิเศษ

“ทำไมถึงทำแบบนี้ ไม่กลัวว่าคนอื่นเขาจะกลัวพวกนายบ้างเหรอ?” ชิลินถามแก๊งกุมารเสียงจริงจังกว่าทุกครั้ง เมื่อเขาต้องการให้ทั้งคู่เชื่อฟังกันเสียที

“ไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่กลัวพวกนายนะ นายทำแบบนั้นพอเขาเริ่มกลัว พวกนายก็จะร้องไห้งอแงเสียใจที่เขากลัวตัวเองอีก พวกนายทำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน” เขาพูดต่อ ขณะที่เฉาก๊วยนมสดก็ได้แต่นั่งหลุบตามองผ้าปูเตียงเหมือนสำนึกผิดในสิ่งที่ตัวเองทำ ทว่าชิลินกลับรู้ดีว่าอีกไม่ถึงสามวันอาการสำนึกผิดเหล่านี้ก็คงจะหายไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นเป็นแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป